วิถีชีวิตกับการแสดง

posted on 18 Feb 2010 22:10 by m4-9horwang

ความหมายของวิถีชีวิต

 

    วิถีชีวิต หมายถึง แนวทางการดำเนินชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย เป็นแหล่งรวมความรู้เรื่องสังคม วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ ภูมิปัญญา การประพฤติ ปฏิบัติ การศึกษาอบรม และการสืบทอดวัฒนธรรมจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

 

 

edit @ 18 Feb 2010 23:06:10 by M.4/9

ฟ้อนบายศรี

posted on 18 Feb 2010 21:35 by m4-9horwang

     บายศรีสู่ขวัญ หรือบาศรีสูตรขวัญ เป็นประเพณีดั้งเดิมเก่าแก่ ที่นิยมกระทำกันสืบเนื่องติดต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน ถือว่าเมื่อจัดทำพิธีนี้จะก่อให้เกิดความเป็นศิริมงคลแก่ชีวิต ซึ่งคำว่า บายศรี ก็หมายถึงการทำสิริให้กับชนผู้ดี สูตรเป็นคำเก่าแก่ หมายถึง การสวด ซึ่งในอันที่จริงแล้ว บาศรีสูตรขวัญนี้เป็นพิธีของพราหมณ์ ส่วนขวัญนั้นเราถือว่าเป็นของไม่มีตัวตน เห็นไม่ได้ จับต้องไม่ได้ แต่เชื่อว่า "ขวัญ" นี้แฝงอยู่ในตัวตนของคนและสัตว์มาตั้งแต่กำเนิด และขวัญนี้จะต้องอยู่ประจำตัวของตนตลอด เวลาตกใจ เสียใจ ป่วยไข้ ขวัญจะหนีไป ซึ่งอาจทำให้ถึงแก่ความตายได้ ฉะนั้นจึงต้องเรียกขวัญ หรือสูตรขวัญ เพื่อให้ขวัญหลับมาอยู่กับตัวจะได้สุขสบาย

     การฟ้อนบายศรีสู่ขวัญ เนื่องมาจากพิธีบายศรีสู่ขวัญเมื่อมีแขกมาเยือน ซึ่งเป็นแขกที่มีเกียรติหรือแขกผู้ใหญ่ที่มาจากต่างถิ่น ชาวอีสานจะทำพิธีบายศรีสู่ขวัญเพื่อความเป็นสิริมงคลโดยมีพานบายศรี หรือที่เรียกว่า "พาขวัญ" การจัดพาขวัญนี้ปกติต้องจัดด้วยพานทองเหลือง หรือขันสัมฤทธิ์หลายใบซ้อนๆ กัน ซึ่งมีตั้งแต่ 1 ชั้นถึง 9 ชั้น มีใบตองจัดเป็นกรวยเข้าช่อ ประดับดอกไม้สดดูสวยงาม

     ชั้นล่างของพาขวัญจะเป็นพานมีใบศรีทำด้วยใบตอง ดอกไม้สด ข้าวต้ม ไข่ต้ม ขนม กล้วย อ้อย ปั้นข้าว เงินฮาง มีดด้ามแก้ว มีดด้ามคำ ชั้นต่อไปจะตกแต่งด้วยใบศรีและดอกไม้สด ซึ่งจะเป็นดอกปาง ดอกดาวเรือง ดอกรัก ใบเงิน ใบคำ ใบคูณ ใบยอป่า

     ส่วนชั้นที่ 5 จะมีฝ้ายผูกข้อมือ เทียนเวียนหัว นอกจากพาขวัญแล้วจะต้องมีเครื่องบูชาอื่นๆ เช่น ขันบูชา ขันธ์ 5 ซึ่งมีพานขนาดกลางสำหรับวางผ้า 1 ผืน แพร 1 วา หวี กระจกเงา น้ำอบน้ำหอม สร้อย แหวน ของผู้เป็นเจ้าของขวัญ โดยจะมีพรารหมณ์เป็นผู้ทำพิธีเรียกขวัญ ตามท่วงทำนองของชาวบ้าน ในคำเรียกขวัญนั้นมีทั้งคาถาที่เป็นภาษาบาลีและคำเรียกขวัญภาษาถิ่น หรือที่เรียกว่า "สูตรขวัญ" ซึ่งคำสูตรขวัญนั้นยากแก่การเข้าใจของผู้มาเยือน จึงมีการจัดทำชุดฟ้อนบายศรีขึ้น เพื่อให้คนต่างถิ่นได้เข้าใจ เพราะมีคำร้องที่เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย แต่งโดยอาจารย์ดำเกิง ไกรสรกุล และท่าฟ้อนประดิษฐ์ขึ้นโดยอาจารย์พนอ กำเนิดกาญจน์ แห่งวิทยาลัยครูอุดรธานี ซึ่งในปัจจุบันก็ยังเป็นที่นิยมใช้กันอยู่ แต่เนื้อร้องอาจจะเพี้ยนจากเดิมไปบ้างดังนี้

"มาเถิดเย้อ มาเยอขวัญเอย มาเย้อขวัญเอย
หมู่ชาวเมืองมาเบื้องขวานั่งซ่ายล่าย เบื้องซ้ายนั่งเป็นแถว
ยอพาขวัญ ไม้จันทร์เพริศแพร้ว
ขวัญมาแล้ว มาสู่คีงกลม
เกศเจ้าหอมลอยลม ทัดเอื้องชวนดม เก็บเอาไว้บูชา
ยามเมื่อฝนเจ้าอย่าคลาย ยามแดดสายเจ้าอย่าคลา
อยู่ที่ไหนจุ่งมารัดด้ายไสยา มาคล้องผ้าแพรกระเจา

        อย่าเพลินเผลอ มาเยอขวัญเอย มาเย้อขวัญเอย
อยู่แดนดินใด หรือฟากฟ้าไกล ขอให้มาเฮือนเฮา
เผืออย่าคิดอาศัยซู้เก่า ขออย่าเว้าขวัยเจ้าจะตรม
หมอกน้ำค้างพร่างพรม ขวัญอย่าเพลินชม ป่าเขาลำเนาไพร
เชิญมาทัดพวงพยอม ทาน้ำหอมให้ชื่นใจ
เหล่าข้าน้อยแต่งไว้ ร้อยพวงมาลัยมาคล้องให้สวยรวย"


หลังจากฟ้อนบายศรีเรียกขวัญแล้ว จะมีการผูกข้อมือด้วยฝ้าย ซึ่งผ่านพิธีกรรมแล้ว ถือว่าเป็นฝ้ายมงคลทำให้อยู่เย็นเป็นสุข

ฟ้อนดึงครกดึงสาก

posted on 18 Feb 2010 21:31 by m4-9horwang

     พิธีกรรมการดึงครกดึงสาก เป็นพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับฝนฟ้า ซึ่งมักจะประกอบพิธีในช่วงปลายฤดูแล้ง เพื่อเป็นการเสี่ยงทายว่าในปีที่ทำการเสี่ยงทายนั้นจะมีปริมาณน้ำฝนมากน้อย พอเพียงต่อการทำนาหรือไม่ การประกอบพิธีกรรมการดึงครกดึงสากจะต้องมีอุปกรณ์ คือ ครกมอง สากตำข้าว และเชือกเพื่อผูกสากตำข้าวในการดึงเสี่ยงทาย โดยจะมีผู้ดึงฝ่ายชายด้านหนึ่งและฝ่ายหญิงอีกด้านหนึ่ง และจะมีขจ้ำหรือผู้ติดต่อวิญญาณเป็นผู้ตั้งครกไว้ตรงกลางหมู่บ้าน และเมื่อขจ้ำทำพิธีป่าวสักเคหรือพิธีการอัญเชิญเทวดา ก็จะบอกให้ผู้ร่วมพิธีดึงเชือกที่ผูกสากตำข้าว(ลักษณะเหมือนกับการดึง ชักเย่อ) หากสากตำข้าวแตะที่ขอบครกด้านใด ถือว่าด้านนั้นเป็นผู้ชนะและจะทำนายตามผลที่จะออกมานั้น เช่น ในปีนั้นได้กำหนดว่า ถ้าฝ่ายชายชนะ ถือว่าปีนั้นน้ำท่าจะไม่บริบูรณ์ ถ้าฝ่ายหญิงชนะก็แปลว่าน้ำท่าในการทำนาจะบริบูรณ์ดี เป็นต้น

     “ฟ้อนดึงครกดึงสาก” ได้คิดประดิษฐ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2525 โดยเหล่าคณาจารย์จาก วิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด ได้แก่ อ.จีรพล เพชรสม, อ.ฉวีวรรณ พันธุ (ดำเนิน), อ.ทองคำ ไทยกล้า, อ.ทรงศักดิ์ ประทุมศิลป์ และอ.ทองจันทร์ สังฆะมณี โดยทำการลงพื้นที่เก็บข้อมูล การทำพิธีกรรมดึงครกดึงสาก จากชุมชนชาวไทลาว บ้านเมืองทอง อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่ง อ.ทองคำ ไทยกล้าและ อ.ทรงศักดิ์ ประทุมศิลป์ เป็นผู้คิดลายเพลง อ.ฉวีวรรณ พันธุ (ดำเนิน)เป็นผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย และอ.ทองจันทร์ สังฆะมณีเป็นผู้ปรับปรุงตกแต่งและจัดรูปแบบ คัดเลือกลายเพลง, การแต่งกายและความกลมกลืนในรูปแบบศิลปะโดยอ.จีรพล เพชรสม

     ท่าฟ้อนที่ ได้นำมาใช้ ได้แก่ ท่าถวายแถน ท่าแฮ้งตากขา ท่ากาตากปีก ท่าคนขาแหย่ง ท่ามวยไทย ท่าอีแหลวเซิ่นเอาไก่น้อย ท่าควายเถิกใหญ่เล่นชนกัน ท่ายูงลำแพน ฯลฯ

     บรรเลงลายดนตรี ลายภูไทใหญ่ ลายยาวลงข่วง ลายคอนสะหวัน ลายสุดสะแนนสลับกับลายเพลงลูกทุ่ง

การแต่งกาย

- หญิง แสดงเป็นผู้ดึงทั้งสองข้าง สวมเสื้อแขนกระบอกสีแดง อีกฝั่งหนึ่งสีเขียว ใช้สไบขิดมัดเอวเป็นโบว์ นุ่งโจงกระเบน ผมเกล้ามวยมัดมวยผมด้วยผ้าตามสีเสื้อ สวมเครื่องประดับเงิน
- ชาย แสดงเป็นเสาทั้ง 4ทิศ สวมเสื้อผ้าฝ้ายแขนสั้น นุ่งโสร่งหรือโจงกระเบน ใช้ผ้าสไบขิดมัดเอว สวมสร้อยคอและกำไลเงิน

- ตัวหลักหรือตัวเอก เป็นหญิง สวมชุดแบบพื้นเมืองอีสานโบราณ คือ ห่มสไบเฉียง นุ่งผ้าซิ่นไหมมัดหมี่ยาวกรอมเท้า ผมเกล้ามวยประดับดอกไม้ สวมเครื่องประดับเงิน